ท่ามกลางวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่กำลังส่งผลกระทบต่อผู้คนทั่วโลก เสียงของเยาวชนกำลังกลายเป็นพลังสำคัญของการเปลี่ยนแปลง มูลนิธิดรุณาทรจึงเดินหน้าสร้างพื้นที่เรียนรู้ภายใต้แคมเปญ “Youth and Creation Care” (เยาวชนอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม) ที่มุ่งเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ ลงมือทำ และเติบโตเป็นผู้นำด้านสิ่งแวดล้อมในชุมชนของตนเอง อันเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแบบองค์รวม
เมื่อวันที่ 4–5 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ โรงแรม Horizon Village and Resort จังหวัดเชียงใหม่ ได้มีการจัดงานสัมมนาและนิทรรศการ “Youth and Creation Care : 1 Youth 1 Carbon Credit (หนึ่งเยาวชน หนึ่งเครดิตเพื่อโลก)” โดยมีเยาวชนและผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 200 คน ภายในงานเต็มไปด้วยบรรยากาศของการแลกเปลี่ยนความรู้ การนำเสนอผลงาน และกิจกรรมสร้างสรรค์ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมผ่านประสบการณ์จริง โดยมี นายสัญญา ลดาพงษ์พัฒนา ผู้อำนวยการส่วนงาน Church Partner Graduation มูลนิธิดรุณาทร และทีมงานมูลนิธิดรุณาทรให้การต้อนรับผู้เข้าร่วมงานอย่างอบอุ่น
หนึ่งในหัวใจสำคัญของกิจกรรมครั้งนี้ คือการทำให้เรื่องสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว เยาวชนได้เรียนรู้ตั้งแต่ประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การลดก๊าซเรือนกระจก แนวคิดคาร์บอนเครดิต ไปจนถึง การสร้างความมั่นคงทางอาหารและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ผ่านกระบวนการที่เชื่อมโยงทั้งองค์ความรู้ วิถีชุมชน และการลงมือปฏิบัติจริง สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงช่วยปลูกฝังความรับผิดชอบต่อธรรมชาติ แต่ยังทำให้เยาวชนมองเห็นว่าการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสามารถต่อยอดไปสู่คุณภาพชีวิตและความยั่งยืนในอนาคตได้

ในพิธีเปิด ผอ.สมคิด ปัญญาดี ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน โดยชี้ให้เห็นว่าสิ่งแวดล้อมเกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์สำคัญของจังหวัดทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ความมั่นคง และคุณภาพชีวิต พร้อมเน้นว่า การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่หน้าที่ของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคน โดยเฉพาะเยาวชนซึ่งจะเป็นผู้ส่งต่อทรัพยากรและอนาคตให้กับคนรุ่นต่อไป

ภายในงานยังมีการถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา เริ่มจาก ดร.ปาริฉัตต์ ครองขันธ์ คณะอนุกรรมการวิชาการด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งร่วมแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมนำเสนอแนวคิดจากงานวิจัย “การประเมินผลสัมฤทธิ์และผลกระทบของแคมเปญเยาวชนอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมผ่านกรณีศึกษาความมั่นคงทางอาหารและการจัดการคาร์บอนเครดิตโดยโครงการพัฒนาเด็กที่มีคริสตจักรเป็นฐาน” ที่สะท้อนบทบาทของเยาวชนในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
ผลจากการวิจัยสรุปได้จากทั้ง 8 คริสตจักรแกนนำ ได้แก่ คริสตจักรอิมมานูเอลปะคำ , คริสตจักรเยาวราษฎร์, คริสตจักรแม่แฮเหนือ , คริสตจักรห้วยกระทิง , คริสตจักรสังขละบุรี , คริสตจักรหนองม่วน , คริสตจักรปางมะหัน และคริสตจักรโนนดินแดง แคมเปญ Youth and Creation Care ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงอิทธิพลของกระบวนการพัฒนาเด็กแบบองค์รวมที่สามารถตอบโจทย์วิกฤตการณ์โลกได้อย่างมีนัยสำคัญ จากข้อมูลสรุปสุดท้ายยืนยันว่าเยาวชน 353 คน สามารถกักเก็บคาร์บอนได้สูงถึง 1,328,426.35 กิโลคาร์บอน หรือ 1,328.43 ตัน และสร้างความมั่นใจในความมั่นคงทางอาหารให้เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

อีกหนึ่งเวทีที่ได้รับความสนใจ คือการบรรยายโดย ดร.ตฤณธวัช ธุระวร นักวิชาการอิสระ ประธานศูนย์เรียนรู้ศาสตร์พอเพียงวิถีชาติพันธุ์ 7 กระบุงโมเดล และที่ปรึกษาโครงการ Youth and Creation Care มูลนิธิดรุณาทร ซึ่งถ่ายทอดประสบการณ์ด้านกสิกรรมธรรมชาติและแนวคิดการพึ่งพาตนเอง ผ่านการเชื่อมโยงภูมิปัญญาชาติพันธุ์เข้ากับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล พร้อมชวนเยาวชนมองเห็นความสำคัญของความมั่นคงทางอาหารในระดับชุมชน
ด้าน อ.ดร.จิดาภา คุ้มกลาง อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และนักวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม บรรยายเรื่องคาร์บอนเครดิต และ บทบาทของเยาวชนกับการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนพร้อมชี้ให้เห็นว่าการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไม่ใช่เพียงเรื่องของธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และความเข้มแข็งของชุมชนในระยะยาว
อีกสีสันสำคัญของงานคือโซนนิทรรศการและเวิร์กช็อป ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสวิถีการพึ่งพาตนเองผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ ทั้งการจักสาน การชงกาแฟ การเบลนด์ชาสมุนไพร การทำลูกประคบ รวมถึงการทำ “ส่าจ๊อย” อาหารพื้นถิ่นของชนเผ่าลาหู่ ซึ่งสะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่นและความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างน่าสนใจ โดยได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายต่าง ๆ ได้แก่ พึ่งตนเพื่อชาติ, ดีมีสุข, Echo Asia Farm & Seed Bank และ School Coffee
ในส่วนของเวทีสร้างแรงบันดาลใจ ยังมีผู้ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมและธุรกิจเพื่อสังคมร่วมแบ่งปันประสบการณ์จริง ไม่ว่าจะเป็น นายวิโพ โตเซอ จาก Echo Asia และประธานเครือข่ายเยาวชนไทยรักษ์ป่าจังหวัดเชียงใหม่ ที่ถ่ายทอดเส้นทางอาชีพนักอนุรักษ์และการสร้างศักยภาพเพื่อพัฒนาตนเองสู่เป้าหมาย นายบริรักษ์ อภิขันติกุล เจ้าของ “School Coffee” ที่เล่าถึงการพัฒนาธุรกิจกาแฟควบคู่กับการสร้างโอกาสให้ชุมชน นายวัชรากรณ์ ขันธจีระวัฒน์ จากบริษัท ดี มี สุข (ไม่) จำกัด ที่แบ่งปันแนวคิดด้านการสร้างคุณค่าจากทรัพยากรท้องถิ่น และ นางสาวพรรณราย พหลโยธิน ผู้ก่อตั้งมูลนิธิพึ่งตนเพื่อชาติ ที่สะท้อนแนวทางการพัฒนาชุมชนด้วยการพึ่งพาตนเองและการดูแลสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน

นอกจากนี้ ยังมีช่วงสาธิตการทำอาหารโดย เชฟธันวา จิตนเร บุญแสงวัฒน์ จากรายการ “มาสเตอร์เชฟ” และเชฟป๊อป ตฤณ เสาร์เรือน เจ้าของ “Black Bakery” ที่ร่วมสร้างสรรค์เมนูจากวัตถุดิบท้องถิ่นภายใต้แนวคิด “จาก Local สู่เลอค่า” ถ่ายทอดแนวคิดการเพิ่มมูลค่าทรัพยากรในชุมชนผ่านอาหารและความคิดสร้างสรรค์ พร้อมชวนให้เยาวชนเห็นว่าผลผลิตในท้องถิ่นสามารถต่อยอดเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน
ภายในงานยังมีการมอบเกียรติบัตรแก่หน่วยงานและบุคคลต้นแบบที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กสิกรรมธรรมชาติ และความมั่นคงทางอาหาร เพื่อยกย่องความร่วมมือและสร้างเครือข่ายการทำงานที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น

แม้งานสัมมนาและนิทรรศการจะสิ้นสุดลงภายในสองวัน แต่เป้าหมายของโครงการไม่ได้จบเพียงแค่ในห้องประชุม เพราะสิ่งสำคัญคือการนำแนวคิดและประสบการณ์ที่ได้รับกลับไปต่อยอดในพื้นที่ของตนเอง ทั้งในรูปแบบของกิจกรรมชุมชน การพัฒนากสิกรรมธรรมชาติ การสร้างความมั่นคงทางอาหาร
